วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554


การติดตั้ง Network Card
 

ขั้นตอนการติดตั้งเน็ตเวิร์ก นั้นเราสามารถทำได้โดยการ Add New Hardware ใน Control Panel โดยเลือกที่ Start Menu => Setings => Control Panel ดังรูปที่ และ เมื่อ ดับเบิลคลิกเข้ามา ก็จะมีหน้าต่างบอกอะไรเราเล็กน้อย ให้เราคลิก Next ต่อไป เครื่องก็จะทำการค้นหา ตัวอุปกรณ์ที่มีอยู่ในเครื่องของเรา แต่ยังไม่ได้ทำการติดตั้ง Driver ซึ่งในที่นี้ เครื่องจะพบ อุปกรณ์ Network Card ดังรูปที่ 8
รูปที่ 6
รูปที่ 7


รูปที่ 
8
จากนั้น เครื่องจะถามเราว่าให้เราเลือก Driver อย่างไร ซึ่งจะมีอยู่ 2 ทางเลือกคือ ให้เครื่องเป็นฝ่ายเลือกให้ กับเราเป็นคนเลือกเอง ในที่นี้เราจะใช้ทางเลือกที่ 2 คือเราจะทำการเลือกติดตั้ง Driver เอง ดังรูปที่ 9 จากนั้นเครื่องก็จะทำการเลือก อุปกรณ์ที่ใกล้เคียงกับอุปกรณ์ของเรามากที่สุด บางทีก็ไม่มีเลย ให้เราเลือก Show All Device ในกรณีที่ต้องการดู Driver ทั้งหมดที่เครื่องมีให้เราเลือก หรือ อาจจะเลือกจากการกดปุ่ม Have disk ซึ่งจะเป็นการเลือก Driver จาก แหล่งอื่น ๆ อย่างเช่น แผ่น Disk , แผ่น CD-Rom เป็นต้น ดังรูปที่ 10
รูปที่ 9

รูปที่ 10


เมื่อเราเลือกแบบ Show All Device แล้วพบอุปกรณ์ที่เป็นของเราจริง เราก็สามารถเลือกจากตรงนี้ได้ เมื่อเลือกแล้ว เครื่องก็จะให้ใส่ แผ่น Driver พร้อมที่จะติดตั้ง เราก็จัดเตรียมแผ่น Driver ที่แถมติดมากับอุปกรณ์ของเราลงไป เครื่องก็จะจัดการ Copy ข้อมูลลงเครื่องไว้ ดังรูป ที่ 11, 12, 1 3
 
  
เมื่อทำการลง Driver เรียบร้อยแล้ว เครื่องก็จะบอกว่า ได้ทำการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ให้เรากดปุ่ม Finish เป็นอันเสร็จขั้นตอนการติดตั้ง Network Card พร้อมทั้งให้ restart เครื่อง เริ่มระบบกันใหม่


เมื่อเครื่องทำการ Reboot เสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าให้แน่ใจว่า เราได้ทำการติดตั้ง Network Card สมบูรณ์ และใช้งานได้แล้วนั้น ให้เรา click ขวา ที่ My Computer แล้วเลือกที่ TAB - Device Manager ถ้าเครื่องเราติดตั้ง network card สมบูรณ์แล้ว จะแสดงดังภาพที่ 14 แต่ถ้าการติดตั้งไม่สมบูรณ์ หรือมีข้อผิดพลาด ที่รูปอุปกรณ์ตัวนั้นจะมี เครื่องหมายตกใจอยู่ ดังรูปที่15 ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ให้เราเลือกลง Driver Network Card ใหม่อีกรอบ และเลือกให้ถูกต้องด้วย

ภาพที่ 14ภาพที่ 15

การตรวจสอบระบบเครือข่าย TCP/IP Protocol
Click ขวา ที่ My Computer เลือก Properties ---> Device Manager
ดูว่า Lan Card ที่เราติดตั้ง มีเครื่องหมาย ! อยู่ข้างหน้าหรือเปล่า ถ้า มี ให้ Remove แล้ว Setupใหม่
การติดตั้งการ์ดเครือข่าย
การติดตั้งการ์ดเครือข่าย
วิธีติดตั้ง LAN Card

       Network Interface Card : NIC   หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า แลนการ์ด (LAN Card)  เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการรับส่งข้อมูล จากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องอื่น ๆ  การติดตั้งจำเป็นต้องเสียบแลนการ์ดลงในช่องเสียบ (Slot)  ซึ่งอยู่ภายในคอมพิวเตอร์

เตรียมเครื่องก่อนติดตั้งแลนการ์ด

        1. ปิดโปรแกรมให้หมด จากนั้นให้ Shut Down เครื่อง
        2. ปิดปุ่มสวิตซ์ (Power Switch) และถอดปลั๊กไฟออกให้หมด
        3. เสียบแลนการ์ดลงในช่องเสียบ ให้ถูกต้องกับชนิดของแลนการ์ดและช่องเสียบ
        4. ต่อสายเคเบิ้ลเพื่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นระบบเครือข่าย

ขั้นตอนการติดตั้ง LAN Card

ถ้าเป็น Windows 95  ให้ทำตั้งแต่ขั้นที่ 1  เป็นต้นไป แต่ถ้าเป็น Windows 98  ขึ้นไปให้ข้ามขั้นตอนที่ 1-5  เพราะ Windows 98 จะเห็น LAN Card โดยอัตโนมัติ
 
1. คลิกปุ่ม Start  ->  Settings  ->  Control Panel
 และดับเบิลคลิกไอคอน 
Network

 

2. ที่แท็บ  Configuration คลิกปุ่ม  Add…



3. จะปรากฏไดอะลอกซ์บอกซ์ Select
Network Component Type ให้คลิกเลือก
Adapter และคลิกปุ่ม Add



4. คลิกเลือก แลนการ์ดรุ่นที่ต้องการ
เช่น Realtek  Realtek RTL8019 PnP
LAN adapter or compatible
แล้วคลิก ปุ่ม OK



5. จะได้ LAN Card ติดตั้ง  โดยปรากฏขึ้นในช่อง
The following network components are installed:
จากนั้น คลิกปุ่ม Add… อีกครั้ง เพื่อติดตั้ง
Protocol NetBEUI
เพื่อให้ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ใน workgroup



วิธีติดตั้ง Protocol  NetBEUI  และ TCP/IP


6. จะปรากฏไดอะลอกซ์บอกซ์ Select
Network Component Type ให้คลิกเลือก
Protocol และคลิกปุ่ม Add…


7. คลิกเลือก Microsoft และ NetBEUI
 แล้วคลิก ปุ่ม OK



8. จะได้ Protocol  NetBEUI ติดตั้งโดยปรากฏขึ้นในช่อง
The following network components
are installed:  จากนั้น คลิกปุ่ม Add… อีกครั้งเพื่อติดตั้ง Protocol  TCP/IP         ซึ่งเป็น Protocol
 ที่จำเป็นสำหรับอินเทอร์เน็ต



9. จะปรากฏไดอะลอกซ์บอกซ์ Select
Network Component Type ให้คลิกเลือก
Protocol และคลิกปุ่ม Add…



10. คลิกเลือก Microsoft และ TCP/IP
 แล้วคลิก ปุ่ม OK



11. จะได้ Protocol  TCP/IP  ติดตั้งโดยปรากฏ
ขึ้นในช่อง The following network components
are installed:  จากนั้นคลิกแท็บ Identification
เพื่อระบุชื่อและกำหนด workgroup

Click ที่ File and Print Sharing [เพื่อทำให้ Computer ใช้
Files และ Printer ร่วมกันได้]
Click เลือกทั้ง 2 ช่อง แล้ว Click OK
12. พิมพ์ชื่อคอมพิวเตอร์ (Computer name)
และชื่อกลุ่มงาน (Workgroup) ที่ต้องการ
ชื่อของคอมพิวเตอร์ต้องไม่ซ้ำกัน ในกลุ่มงาน
เดียวกันและยังสามารถพิมพ์คำอธิบายได้อีกด้วย
ในช่อง Computer Description ( บุคคลอื่น ๆ บนเครือข่ายจะเห็นคำอธิบายนี้ได้เมื่อดูที่รายการ
ของคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย )
… แล้วจึงกดปุ่ม OK 


13.  จะปรากฏไดอะลอกบ็อกซ์  Copying Files ในการถามหา แผ่น
CD- ROM โปรแกรม  Windows95/98 แล้วแต่กรณี





14. จากนั้น จะปรากฏไดอะลอกบ็อกซ์เพื่อ
      บอกว่าต้องเริ่มรันวินโดวส์อีกครั้ง
      การติดตั้งดังกล่าวจึงจะมีผล
      คลิกปุ่ม Yes
 การติดตั้งค่า IP Address ของ Lan Card

หลังจากทำการติดตั้ง Lan Card ตามคู่มือของ Lan Cardที่ให้มาแล้ว เราก็จะได้
[Clickขวาที่Icon Network Neighborhood บนDesktop ---->Click Properties--->Configuration]
Click เลือก TCP/IP ที่มีชื่อ Lan Card ที่เราติดตั้ง แล้ว Click Properties
[หรือ Double Click ที่TCP/IPที่มีชื่อ Lan Card ที่เราติดตั้ง ก็ได้ครับ]
Click เลือก Specify an IP address แล้วใส่ หมายเลขลงในช่อง IP Address และ Subnet Mask แล้ว Click OK
โดย IP Address แต่ละเครื่องต้องไม่ซ้ำกัน เช่น เครื่องที่ 1 เป็น 192.168.0.1 เครื่องที่ 2 เป็น 192.168.0.2
เครื่องที่ 3 เป็น 192.168.0.3ไปเรื่อยๆ แต่ค่า Subnet Maskให้เหมือนกันทุกเครื่อง
ค่าของ IP Address ใช้ค่าอะไรก็ได้ที่อยู่ในช่วงของ Private IP ranges
The private IP ranges that will not be allocated on the Internet are:
10.0.0.0 to 10.255.255.255 Class A
172.16.0.0 to 172.31.255.255 Class B
192.168.0.0 to 192.168.255.255 Class C
Do not choose an IP range that is not on this list. Also note that 0 and 255 are reserved in any class.
การทำให้เครื่องระบบเครือข่ายมองเห็นกันDouble Click ที่ Icon Network Neighborhood [บน Desktop] เครื่องควรจะมองเห็นกันแล้วครับ
หรือ เข้าดูที่ Start--->Find--->Computer
Click ที่ Computer
พิมพ์ชื่อเครื่อง Computer ที่ต้องการทดสอบ แล้ว Click ที่ Find Now
ถึงเครื่องจะมองเห็นกันแล้ว แต่การจะใช้ Files , Drives , Printer ร่วมกันได้ เราต้องทำการSharingก่อนครับ
หมายเหตุ ในขั้นตอนต่างๆ อาจมีการ สั่งให้ Restart หรือ ต้องการแผ่น Cdrom Windowsด้วยครับ
TCP/IP (Transmission Control Protocol)
                หาก คุณ จะ ต้อง การ ศึกษา เรื่อง ของ TCP/IP อย่าง ละเอียด ขอ แนะ นำ ให้ อ่าน หนังสือ ชุด ของ TCP/IP สาม เล่ม Internetworking with TCP/IP โดย Douglas R. Comer จัด พิมพ์ โดย Prentice Hall หนังสือ ทั้ง สาม เล่ม จะ บอก ถึง สถาปัตยกรรม การ ออก แบบ และ การ เขียน แอพพ ลิ เคชั่น ใน แบบ Client-Server หนังสือ ชุด นี้ ถือ ว่า เป็นหนังสือ หลัก หาก คุณ ต้อง การ จะ เข้า ใจ เนื้อ หา ด้าน ลึก ของ TCP/IP

                การ จะ ใช้ งาน TCP/IP ได้ นั้น จำ เป็น จะ ต้อง มี การ กำหนด ค่า ของ IP address หรือ หมาย เลข ประจำ ตัว ให้ กับ เครื่อง คอมพิวเตอร์ แต่ ละ เครื่อง ใน เครือ ข่าย ซึ่งจะ คล้าย กับ เลข ที่ บ้าน ของ คุณ ที่ จะ ทำ หน้า ที่ บอก ตำแหน่ง ที่ อยู่ ของ คุณ ให้ คน อื่นๆ ได้ รับ ทราบ

                นอก จาก นี้ ก็ ยัง จะ มี ค่า อื่นๆ อีก แต่ ที่ จำ เป็น อีก อย่าง ก็ คือ ค่า ของ MTU หรือ Maximum Transfer Unit ซึ่ง ค่า นี้ ก็ จะ บอก ถึง จำนวน สูง สุด ของ ข้อ มูล (datagram) ที่ จะ ใช้ ทำ การ process

IP Address

                IP address เป็น ตัว เลข ความ ยาว 32 บิท และ จะ ต้อง กำหนด ให้ แต่ ละ เครื่อง มี ความ แตก ต่าง กัน ถ้า คุณ ใช้ งาน เนต เวอร์ก ของ คุณ เพียง แค่ ใน หน่วย งาน ของคุณ เอง ใน กรณี นี้ คุณ สามารถ กำหนด หมาย เลข ของ IP ให้ กับ เครื่อง ต่างๆ ของ คุณ เอง ได้ แต่ ถ้า หาก เป็น เนต เวอร์ก ที่ ติด ต่อ กับ สาธารณะ เมื่อ ใด จะ ต้อง มี การ กำหนด มาจาก หน่วย งาน ที่ ทำ การ ควบ คุม หมาย เลข IP โดย เฉพาะ ซึ่ง จะ เรียก ว่า the Network Information Centor (NIC)

                หมาย เลข IP จะ ถูก แบ่ง ออก เป็น ตัว เลข 8 บิท จำนวน 4 ส่วน (octets) ตัว อย่าง เช่น IP address 0x954C0C04 จะ ถูก เขียน อย่าง ง่าย ได้ เป็น 149.76.12.4 การเขียน แบบ นี้ จะ เรียก ว่า dotted quad notation ประ โยชน์ อีก อย่าง ของ การ เขียน แบบ แบ่ง เป็น ตัว เลข 4 ชุด นี้ คือ เพื่อ แสดง ถึง หมาย เลข ของ เนต เวอร์ก และ หมาย เลข ของโฮสต์

มี การ แบ่ง เนต เวอร์ กอ อก เป็น ขนาด ต่างๆ ซึ่ง จะ มี ผล ต่อ จำนวน ของ โฮสต์ ที่ มี อยู่ ได้ ใน เนต เวอร์ก แต่ ละ ชนิด ด้วย

bulletClass A
Class A ประกอบ ด้วย เนต เวอร์ หมาย เลข 1.0.0.0 จน ถึง 127.0.0.0 หมาย เลข ของ โฮสต์ จะ ประกอบ ด้วย ตัว เลข 24 บิต ซึ่ง จะ ทำ ให้ มี โฮสต์ ถึง 1.6 ล้าน โฮสต์
bulletClass B
Class B ประกอบ ด้วย เนต เวอร์ก หมาย เลข 128.0.0.0 จน ถึง 191.255.0.0 หมาย เลข ของ โฮสต์ จะ มี 16 บิต มี เนต เวอร์ก ได้ 16320 เนต เวอร์ก และ มี โฮสต์ ได้ 65024 โฮสต์ สำหรับ แต่ ละ เนต เวอร์ก
bulletClass C
Class C ประกอบ ด้วย เนต เวอร์ก ตั้ง แต่ 192.0.0.0 จน ถึง 223.255.255.0 จะ มี เนต เวอร์ก ได้ จำ วน 2 ล้าน เนต เวอร์ก ซึ่ง แต่ ละ เนต เวอร์ก จะ มี จำนวน โฮสต์ ได้ 254 โฮสต์
bulletClass D, E และ F
มี แอดเด รส ตั้ง แต่ 224.0.0.0 ถึง 254.0.0.0 อยู่ ใน ระหว่าง การ ทด ลอง และ สำรอง ไว้ เผื่อ อนาคต ไม่ ได้ กำหนด จำนวน เนต เวอร์ก ใดๆ

               ตัว อย่าง เช่น IP หมาย เลข 149.76.12.4 จะ หมาย ถึง โฮสต์ 12.4 บน เนต เวอร์ก Class B หมาย เลข ที่ 149.76.0.0 ใน กรณี หมาย เลข เป็น 149.76.255.255 จะ หมายถึง โฮสต์ ทุก ตัว ที่ อยู่ บน เนต เวอร์ก หมาย เลข 147.76.0.0

มี เนต เวอร์ก อีก สอง หมาย เลข ที่ ถูก สำรอง ไว้ ใช้ งาน เฉพาะ ด้าน คือ เนต เวอร์ก หมาย เลข 0.0.0.0 (default root) และ 127.0.0.0 (loopback address) loopback จะ เป็น ช่องทาง พิเศษ ที่ ใช้ ติด ต่อ กับ โฮสต์ เครื่อง นั้น เอง บาง ที จะ ใช้ สำหรับ การ ทด สอบ เนต เวอร์ กบา งอ ย่าง โดย ไม่ จำ เป็น จะ ต้อง ต่อ กับ เนต เวอร์ก จริง
สับเนต มาสก์ (Sub Netmask)
เนต มาสก์ เป็น ตัว บอก ให้ เรา ทราบ ได้ ว่า IP ใด อยู่ ใน เนต เวอร์ก เดียว กัน บ้าง ตัว อย่าง ถ้า หาก เนต มาสก์ มี ค่า เป็น 255.255.255.0
           
            ดัง นั้น โฮสต์ ที่ มี หมาย เลข IP เป็น 149.108.10.1 ที่ มี ค่า เนต มาสก์ เป็น ค่า ข้าง ต้น เรา รู้ ว่า โฮสต์ ตัว นี้ จะ อยู่ ใน เนต เวอร์ก เดียว กัน กับ โฮสต์ ตัว อื่นๆ ที่ มี หมาย เลข IP ขึ้น ต้น ด้วย 149.108.10
โดเ มนเ นม เซอร์ฟ เวอร์ (Domain Name Server : DNS)
            โดเ มนเ นม เซอร์ฟ เวอร์ จะ ทำ หน้า ที่ คล้าย กับ สมุด โทรศัพท์ ซึ่ง เรา สามารถ จะ เปิด หา ชื่อ ของ บุคคล ที่ เรา ต้อง การ จะ ติด ต่อ เพื่อ ค้น หา เบอร์ โทรศัพท์ ของ เขา ได้ ใน ทำนอง เดียว กัน หมาย เลข IP address มี ลักษณะ เป็น ตัว เลข ที่ มนุษย์ ค่อน ข้าง จะ จด จำ ได้ ยาก จึง มี การ เปลี่ยน มา ใช้ เป็น ตัว อักษร สำหรับ แทน หมาย เลข IP address ต่างๆ และ มี เครื่อง เซอร์ฟ เวอร์ ที่ คอย ทำ หน้า ที่ บริการ เปลี่ยน จาก ตัว เลข IP ให้ กลาย เป็น ตัว อักษร ได้
เกตเวย์ (Gateway)
            เกตเวย์ เป็น หน ทาง การ เชื่อม ต่อ ระหว่าง เครือ ข่าย 2 เครือ ข่าย เข้า ด้วย กัน สำหรับ ใน กรณี ที่ มี โฮสต์ ที่ อยู่ ใน เครือ ข่าย ที่ เป็น ซับเน็ต (subnet : เครือ ข่าย ย่อย) เดียวกัน โฮสต์ ต่างๆ เหล่า นั้น จะ สามารถ ทำ การ ติด ต่อ กัน ได้ แต่ ถ้า หาก จะ ต้อง การ ติด ต่อ กับ โฮสต์ ที่ อยู่ คน ละ ซับ เนต กัน แล้ว จำ เป็น จะ ต้อง อาศัย เกตเวย์ เข้า มา ช่วย เกตเวย์จะ เปรียบ เสมือน เป็น โฮสต์ ที่ เป็น ที่ รับ รู้ อยู่ ทั้ง สอง ซับเน็ต และ จะ คอย ทำ การ ส่ง ผ่าน ข้อ มูล ระหว่าง ซับ เนต ทั้ง สอง ไป มา สำหรับ การ หา เส้น ทาง การ สื่อ สาร ของ เครือข่าย จำ เป็น จะ ต้อง อาศัย เครื่อง หา เส้น ทาง (router) เข้า มา ช่วย
            เรื่องราวของ IP Address ถูกกล่าวขานกันมาพร้อมกับการขยายตัวของระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่ใช้ภาษาในการสื่อสารกันที่เรารู้จักกันดีในชื่อ TCP/IP (Transmission Control Protocol/ Internet Protocol) และจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำจำนวน IP Address ไม่พอต่อความต้องการ จึงมีการพัฒนา IPv6 มาเสริมทัพกับ IPv4 เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่ถึงอย่างไร IPv4 ยังคงเป็นพื้นฐานสำหรับโลกอินเตอร์เน็ตอยู่ต่อไปอีกนานทีเดียว เรื่องการกำหนดหมายเลข IP (IP Addressing) เป็นพื้นฐานที่ดี ทั้งยังเป็นความรู้เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สนใจ ได้พอสมควร
            IP Address เปรียบเสมือนกับเลขที่บ้านของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรืออินทราเน็ต การส่งข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ก็เหมือนกับการส่งจดหมาย ซึ่งต้องระบุบ้านเลขที่บนซองจดหมายเพื่อให้จดหมายถึงปลายทางได้อย่าถูกต้อง เครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เน็ตเวิร์ค ก็เช่นเดียวกัน จะต้องมีหมายเลขประจำเครื่อง ซึ่งก็คือ IP Address นั่นเอง ข้อมูลที่ถูกส่งไปยังแต่ละเครื่อง (ต่อไปขอเรียกว่าโฮส) จะมีหมายเลข IP Address เพื่อบอกปลายทางที่จะติดต่อด้วยเสมอ IP Address ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เป็น IP version 4 หรือที่เรียกกันว่า IPv4 มีขนาด 4 byte แต่ละ byte มีขนาด 8 bit ดังนั้น IPv4 จึงมีขนาดเท่ากับ 32 bit เนื่องจากเป็นเลขฐานสอง เราคำนวณจำนวนโฮสได้จาก 2n ดังนั้นสามารถกำหนดหมายเลข IP Addressให้โฮสได้ทั้งหมด 232 = 4,294,967,296 โฮส แต่ก็ยังไม่พอใช้ นักพัฒนาจึงพัฒนา IP เป็น version 6 หรือ IPv6 ที่มีขนาด 128 bit และเริ่มนำมาเสริมกับ IPv4 ได้เป็น 2128
เมื่อ IP Address มีจำนวนมากขนาดนั้น เหตุผลหนึ่งคือเพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรร จึงแบ่ง IPv4 ออกเป็น Class ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 Class ทำให้ง่ายต่อการจัดสรรขึ้นมาอีก
Class
IP เริ่มต้น
IP สิ้นสุด
NetID (bit)
HostID (bit)
Class A0.0.0.0127.255.255.255824 = 16777216
Class B128.0.0.0191.255.255.2551616 = 65536
Class C192.0.0.0223.255.255.255248 = 256
Class D224.0.0.0239.255.255.255-multicast address
Class E240.0.0.0247.255.255.255-Reserve
ตารางที่ 1 IP Address และจำนวนโฮสในแต่ละ Class
bulletClass A มี NetID = 8 bit จาก IP Address ทั้งหมด 32 bit จึงเหลือ HostID 24 bit ทำให้มีจำนวนaddress ในเน็ตเวิร์คเดียวกันได้ทั้งหมด เท่ากับ 224 = 16777216 address
bulletClass B มี HostID เท่ากับ NetID ดังนั้นมีจำนวน address เท่ากับ 216 = 65536
bulletClass C เป็น Class ที่เล็กที่สุดทีใช้งานกัน มี HostID 8 bit ทำให้มี address ได้เท่ากับ 28 = 256
bulletClass D นั้นเป็น Multicast Address โดยสงวนไว้ใช้สำหรับอุปกรณ์ที่จะต้องมีการส่งข้อมูลในกลุ่มเดียวกัน
bulletClass E ท้ายสุดของ IPv4 สงวนไว้ใช้ในอนาคต เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถของ IPv4 เอง
รูปแบบการเขียน จะมีหมายเลขเรียนกัน 4 ชุด โดยมีจุดคั่นกลาง มีด้วยกัน 2 ชุดคือ IP Address และ Subnet Maskโดยตัวเลข ชุดแรกเรียกว่า IP Address หรือ Host Address ชุดหลังเรียกว่า Subnet Mask เช่น 192.168.1.1/255.255.255.0 เป็นต้นตารางที่ 2 แสดงหมายเลข IP Address ระหว่างเลขฐานสิบ และ ฐานสอง จากตัวอย่างเมื่อเปลี่ยน 192 เป็นเลข ฐานสองจะมีค่าเท่ากับ 1100 0000 ต้องจะใช้ความสามารถในการเปลี่ยนเลขฐานสิบเป็นฐานสอง ลองเปลี่ยนเลขถัดไปคือ 168.1.1 เป็น ฐานสอง จะได้เท่ากันกับในตาราง มีข้อแม้นิดนึงครับ คือต้องเปลี่ยนที่ละชุดตัวเลขระหว่างจุด
IP Address
ฐานสิบฐานสอง (32 bit)
192.168.1.11100 0000 . 1010 1000 . 0000 0001 . 0000 0001
Subnet Mask
255.255.255.01111 1111 . 1111 1111 . 1111 1111 . 0000 0000
ตารางที่ 2 ตัวอย่างหมายเลข IP Address และ Subnet Mask
มาถึงเรื่องต่อไป คือคำว่า Private IP กับ Public IP กันบ้าง คำว่า Private IP หรือบางทีเรียกกันว่า Internal IP ผมให้นิยามไว้ให้หมายถึง IP Address ที่ไม่ใช้บน Internet และไม่สามารถติดต่อกับ Public IP ได้ แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว เราสามารถใช้เทคนิค ที่เรียกว่า NAT (Network Address Translation) เข้าช่วยได้ Private IP นี้สามารถกำหนดขึ้นมาใช้ได้เอง โดยทั่วไปแล้วจะใช้กับ Intranet ในหน่วยงาน ในส่วนของ Public IP หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า Real IP นั้นใช้ในเครือข่าย Internet โดยจะต้องขอไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแล IP Address ในแต่ละประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละหน่วยงานที่ขอ IP Address ต้องได้หมายเลขที่ไม่ซ้ำกับใครเลยในโลกนี้ด้วยครับ ในประเทศไทยหน่วยงานที่กำกับดูแลคือ thnic.net
Class
IP เริ่มต้น
IP สิ้นสุด
NetID (bit)
HostID (bit)
Class A10.0.0.010.255.255.2552424 = 16777216
Class B172.16.0.0172.32.255.2551616 = 65536
Class C192.168.0.0192.168.255.25588 = 256
คุ้นๆ กันบ้างกับตัวเลข 192.168.x.x ที่เห็นกันทั่วไปตามร้าน Internet Caf? หรือ Games Caf?' นะครับ นี่แหละ Private IP ทีนี้ลองมาดูส่วนประกอบของ IP Address ที่เขียนๆ กันบ้างว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วมีความหมายอย่างไร ลองดูตัวอย่าง IP Address ประกอบกับคำอธิบายด้านล่างครับ
ตัวอย่าง IP Address = 192.168.1.1/255.255.255.0
        1. IP Address หรือ Host Address คือ 192.168.1.1
        2. Subnet Mask คือหมายเลขหลังเครื่องหมาย "/" คือ 255.255.255.0 โดยมีความหมายว่า มีจำนวนโฮสในเน็ตเวิร์คเท่าไหร่ ใน Class C คำนวณจำนวนได้โดยการนำค่าจำนวน HostID ที่มีขนาดเท่ากับ 8 bit หรือเท่ากับ 28 = 256 ลบด้วยค่าสุดท้ายของ Subnet Mask จากตัวอย่างคือ 256 - 0 = 256 ดังนั้นจึงมีจำนวนโฮสทั้งหมดเท่ากับ 256 โฮส แต่ในหนึ่งเน็ตเวิร์คจะต้องมี Network Address และ Broadcast Address เสมอ จึงมีโฮสเท่ากับ 254 โฮส
        3. Network Address บอกตำแหน่งเริ่มต้นของ IP Address ใน Class จากตัวอย่าง เป็นเน็ตเวิร์ค Class C ซึ่งมีโฮสทั้งหมดเท่ากับ 256 โฮส โดยมี IP Address เริ่มจาก 192.168.1.0 - 192.168.1.255 ดังนั้น Network Address คือ 192.168.1.0
        4. Broadcast Address เป็นช่องทางของการส่งข้อมูลให้กับโฮสอื่นๆ เปรียบเสมือนการตะโกนเข้าไปในห้องที่มีคนอยู่รวมๆ กัน ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในห้องได้ยินพร้อมๆ กันทั้งหมด โดย Broadcast Address จะเป็น IP Address สุดท้ายของเน็ตเวิร์คเสมอ จากข้อ 3 Broadcast Address จึงมีค่าเท่ากับ 192.168.1.255

        มีการเขียน Subnet Mask อีกอย่างที่เห็นกันบ้างคือเขียนเป็นจำนวน bit เช่น 192.168.1.1/24 โดย 24 นี้ คือ NetID จาก 32 bit ของ IPv4 ทำให้เหลือ HostID เท่ากับ 8 bit (32 - 24) ดังนั้นจึงเขียน Subnet Mask เป็น /24 ซึ่งเท่ากับการเขียนโดยระบุ Subnet Mask 255.255.255.0
ทีนี้มารู้จักคำว่า Classless กัน มันหมายถึงการแบ่ง IP Class ต่างๆ ออกเป็นเน็ตเวิร์คย่อยๆ หรือเรียกได้อีกอย่างว่า แบ่งไม่เต็มคลาส ยกตัวอย่าง Network คลาส C ซึ่งถูกแบ่งเป็นเน็ตเวิร์คละ 128 โฮส เขียนได้เป็น 192.168.1.3/255.255.255.128 นี่แหละ Classless มาดูว่าจะศึกษาจาก IP Address ข้างต้นอย่างไร โดยเราใช้ความรู้เรื่องพื้นฐานก่อนหน้านี้มาใช้กันเลย
        1. IP Address หรือ Host Address คือ 192.168.1.3
        
2. หาว่ามีจำนวนโฮสทั้งหมดกี่โฮส โดยการนำจำนวน 256 ซึ่งเป็นจำนวนโฮสสูงสุดของ Class C ลบด้วย ตัวสุดท้ายของ Subnet Mask คือ 256 - 128 = 128 โฮส
        3. หาว่า Network Address มีค่าเท่าไหร่ โดยเอาที่เก็บไว้ในใจในข้อ 2 ออกมาซึ่งเท่ากับ 128 โฮส แล้วมาดู IP Address อย่างใกล้ชิด คอลเกต สังเกตเห็นว่า IP Address ตัวอย่าง มีค่าอยู่ในช่วงของเน็ตเวิร์คแอดเดรส 0-127 ดังนั้น Network Address ของ 192.168.1.3/255.255.255.128 คือ 192.168.1.0
        4. Broadcast Address เท่ากับ Network Address + 128 ซึ่งเป็นจำนวนโฮสสูงสุดที่มีอยู่ใน Classless นี้ สำหรับ Broadcast นี้คือ 192.168.1.127 ถึงตอนนี้มีหลายคนสงสัย ผมบอกว่าให้เอา Network Address + จำนวนโฮส ก็เป็น 0+128 ทำไมได้ 127 (0 -127 มีทั้งหมด 128 ค่า ดังนั้น Address สุดท้ายจึงเป็น 192.168.1.127 )
        มาถึงการเขียน Subnet Mask เป็น bit กันครับเริ่มโดยหาว่า 2 ยกกำลังเท่าไหร่ ถึงจะได้เท่ากับจำนวนโฮส (128) ? ซึ่งมีค่าเท่ากับ 27 = 128 หลังจากนั้นนำค่า 32 (bit) ลบด้วยค่าที่หาได้ คือ 7 (bit) เหลือ 25 (bit) ดังนั้น จึงเขียน Subnet Mask อีกรูปแบบได้เป็น 192.168.1.1/25 เป็นอันเสร็จ การเขียนแบบนี้จะเจอในผู้ที่เก๋าประสบการณ์ มีกฎอีกนิดสำหรับกฎการแบ่ง Classless คือ ต้องแบ่งเป็นจำนวนเท่ากับ 2n เท่านั้น

 

การติดตั้ง 
Driver ให้กับอุปกรณ์ตาง ๆ ซึ่งหากเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นแบบรุ่นเก่า ๆ อาจจะไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะว่า Windows จะจัดการกับ Driver ต่าง ๆ ให้เรียบร้อยแล้ว หรือที่เรียกกันว่า Plug and Play นั่นแหละ แต่ถ้าหากอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานเป็นรุ่นใหม่ ก็ต้องมามำการติดตั้ง Driver ของอุปกรณ์ต่าง ๆ เองเพื่อให้สามารถใช้งานอุปกรณ์เหล่านั้นได้สมบูรณ์
Driver ของการ์ดจอ
โดยปกติแล้วหากการ์ดจอเป็นรุ่นใหม่ ๆ และ Windows ไม่รู้จัก จะสามารถแสดงผลได้แค่ระดับต่ำสุดคือ 16 สีที่ 640x480จุด สำหรับตัวอย่างนี้ จะเป็นการ์ดจอ Creative Graphic riva TNT 16M (PCI) ซึ่งต้องลง Driver ของการ์ดจอเอง เริ่มต้นจากหน้าแรกที่ Desktop ของ Windows กดปุ่มเมาส์คลิกขวา เลือกเมนู Properties เพื่อเข้าสู่หน้าของ Display Propertiesจะขึ้นเมนูในส่วนของ Display Properties
กดเลือกที่ป้าย Setting ที่ช่อง Display จะเห็นว่าการ์ดแสดงผลจะเป็น Standard PCI Graphic Adapter (VGA) คือเป็นแบบมาตราฐานทั่วไป กรณีเช่นนี้ต้องทำการลง Driver ของการ์ดแสดงผลใหม่ก่อน กดเลือกที่ปุ่ม Advanced
เลือกที่ป้าย Adapter กดที่ Change เพื่อเปลี่ยน Driver ของการ์ดจอใหม่
กด Next เพื่อทำการติดตั้งต่อไป
เลือกที่ Search for a better driver . . . กด Next
สำหรับช่องนี้จะให้ใส่ว่า Driver ที่เราต้องการลงเก็บไว้ที่ไหน ผมเลือกแต่เฉพาะ Specify a location เพื่อระบุ Folder ที่เก็บDriver เอง กดที่ Browse เพื่อเลือก Folder
ถ้าหากมีการแสดงแบบนี้ขั้นมาเพราะว่า Windows จะทำการ Browse หรือหา Driver จาก Drive A: ก่อน ก็กด Cancel ไปเลย
เลือก Folder ที่เก็บ Driver ของการ์ดจอและกด OK
จะกลับมาหน้าแรก กด Next เพื่อติดตั้ง Driver ต่อไป
กด Next เพื่อทำการติดตั้งต่อไป
รอจนเครื่องทำการติดตั้ง Driver เสร็จ กด Finish หลังจากนี้ เครื่องจะต้องทำการ Restart ใหม่ก่อน กด Yes เพื่อบูทเครื่องใหม่ หลังจากที่บูทเครื่องใหม่แล้วเราก็จะสามารถใช้งานการ์ดจอได้เต็มความสามารถ หรือจะทำการเปลี่ยนแปลงตั้งค่าของการแสดงผลใหม่โดยกด เมาส์ขวา ที่ Desktop และเลือก Properties เพื่อเข้าหน้าจอ Display Properties เลือกที่ป้ายSetting
หน้าจออาจจะไม่เหมือนกันนะครับ เอาเป็นว่าตั้งค่าของ colors ให้เป็น High color (16 bit) หรือขนาดอื่น ๆ ที่สามารถใช้งานได้สูงสุด ส่วนที่ช่อง Screen area ก็เลือกที่ 800 by 600 pixels กด Apply (อาจจะตั้งค่าจอเป็นอย่างอื่นก็ได้แล้วแต่ความชอบของแต่ละท่าน)
ในกรณีที่จอ ไม่สามารถแสดงผลตามที่ตั้งไว้ได้ บางครั้งอาจจะทำให้มองอะไรไม่เห็น หรือไม่รู้เรื่องเลย เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงขนาดของหน้าจอ ให้รอ 15 วินาทีโดยไม่ต้องทำอะไร Windows จะตั้งค่ากลับมาเหมือนเดิม ซึ่งจะพบได้ในการใช้จอรุ่นเก่า ๆ และนำมาใช้กับการ์ดจอที่สามารถตั้งได้ละเอียดกว่า
Driver ของอุปกรณ์อื่น ๆ
สำหรับ Driver ของอุปกรณ์อื่น ๆ ในที่นี้ ขออธิบายแนวทางคร่าว ๆ ในการลง Driver ของอุปกรณ์ต่าง ๆ เริ่มจากกดที่Mycomputer และเลือกที่ Control Panel และกดเลือกที่ Add New Hardware
จะได้เมนู Add New Hardware Wizard กด Next
ตรงนี้ หากเป็นเครื่องที่ Windows ไม่รู้จักอุปกรณ์ที่มีอยู่จะขึ้นรายการมาให้เลือก Update Driver ถ้าเป็นเช่นนั้นให้ทำการUpdate Driver จนครบหรือจนกระทั่งไม่มีรายการอยู่ใน List นั้น ๆ ขั้นตอนการ Update Driver ก็ทำแบบเดียวกับการลงDriver ของการ์ดจอ แทบจะเรียกได้ว่าขั้นตอนการทำเหมือนกันเกือบทุกอย่าง แตกต่างกันก็เพียงแค่ Folder ที่จัดเก็บ Driverเท่านั้น
การตรวจสอบว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานได้ถูกต้องหรือไม่
ขั้นตอนสุดท้ายคือตรวจสอบว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานได้ถูกต้องคือให้เลือก Start >> Settings >> Control Panel
เลือก System เลือก Device Manager ดูว่ามีเครื่องหมายตกใจอยู่หน้าอุปกรณ์ใด ๆ หรือไม่
หากพบว่ามีเครื่องหมายตกใจอยู่หน้าอุปกรณ์ใด อาจจะแสดงว่ามีปัญหาของการลง Driver ผิดรุ่นหรือเกิดการไม่เข้ากันของระบบ หรือการชนกันของ IRQ แบบนี้ลองเข้าไปดูในรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนอาจจะสามารถแก้ไขได้แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ ก็คงต้องให้ผู้ชำนาญงานมาช่วยดูซะแล้ว ถ้าหากไม่มีเครื่องหมายตกใจอยู่เลยและเครื่องของคุณสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง มีเสียงครบ ก็น่าจะถือว่าคุณสอบผ่านการติดตั้ง Windows 98 แล้ว
 


การลง driver ปริ้น ที่ถูกต้อง


 การติดตั้ง ไดร์เวอร์ ปริ้นเตอร์ ที่ถูกต้องควรทำเช่นไร
 



        
        การติดตั้งไดร์เวอร์ปริ้นเตอร์ ดูเหมอืนจะง่ายแต่จริงๆหากไม่รู้ วิธีการติดตั้ง จากเรื่องที่คิดว่าง่ายมันจะเป็นเรื่องยากทันทีครับ เพราะพฤติกรรมของคนไทยประมาณ 90% จะไม่อ่านคู่มือเลยครับ ได้เครื่องมา จะต่อใช้งานทันที หากใช้งานไม่ได้ถึงจะกลับมาอ่านคู่มือ ซึ่งจริงๆต้องเริ่มจากการอ่านคู่มือให้จบทั้งเล่มก่อน แล้วค่อยเริ่มใช้งาน  คุณว่าจริงมั๊ยครับ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง เช่นเหมือนคุณซื้อโทรศัพท์มือถือมาใหม่ๆ แล้วลองคิดดูว่าคุณจะเริ่มที่ตรงไหนก่อน 90%  เริ่มจากการกดเล่นก่อน กดนั้นกดนี้เล่นไปเรื่อยๆ มั่วๆไปเรื่อย เพราะขี้เกียจอ่าน กดเล่นไปเรื่อยๆเดี๋ยวมันก็จะเป็นเอง ถ้าติดปัญหา ถึงจะเริ่มเปิดคู่มือ เปิดอ่านเฉพาะส่วนที่ตัวเองติด หน้าอื่นไม่อ่าน คุณเป็นแบบนี้มั๊ยครับ ผมคิดว่าเป็นแบบนี้แน่นอน ซึ่งถ้าคุณเริ่มจากอ่านคู่มือก่อน 1 รอบ แล้วค่อยลงมือเล่น มันจะทุนเวลาการใช้งานลงได้เยอะ เพราะคุณจะรู้ คอนเซปก่อน เมื่ออ่านจบก็เริ่มลงมือเล่นเลย เมื่อติดปัญหา คุณจะรู้แล้วว่าควรจะอ่านหน้าไหน และทำยังไง  ของบ้างอย่างหากคุณใช้งานผิดวิธี สินค้านั้นอาจจะพังเลยก็ได้ เหมือนรถยนต์ ถ้าคุณไม่ถามจากพนักงาน ไม่อ่านคู่มือก่อน ไปเติมน้ำมันผิดประเภทเรื่องใหญ่เลยครับ เช่นรถเติมได้แค่ เบนซิน 91 95 แก๊สโซฮอล 91 95 ถ้าคุณไปเติม E20 E80 รถพังทันที หรือ เกียร์ออโต เวลาไปจอดในที่ที่รถเยอะต้องจอดซ้อนคัน ต้องใส่เกียร์ว่าง ปลดเบรคมือ พอไปจอด ใส่เกียร์ว้างไม่เป็น เพราะรถเกียร์ออโต้ หากจะจอดด้วยเกียร์ว่าง จะต้องได้ กดปุ่มแถวเกียร์ เพื่อปลดล๊อคให้ใส่เกียร์ว่างได้  แล้วรถคุณก็จะจอดข้วางทางคนอื่นจนเป็นเรื่องกัน  นี่ก็เพราะผลจากการไม่อ่านคู่มือ พอเครื่องเสียหายมา คุณจะก็โทษว่าพนักงานไม่บอก แต่จริงๆควรโทษตัวท่านเองมากกว่า เพราะคู่มือก็มีให้ แต่ไม่อ่าน ท่านต้องถามเงื่อนไขการประกันกับทางร้านด้วย ว่าเงื่อนไขการประกันมีอะไรบ้าง หากคุณทำ เครื่องเสียหายมานอกเหนือจากเงื่อนไขหการประกัน ทางร้านค้าเค้าจะประกันให้ท่านไม่ได้ แล้วท่านจะไปโทษร้านค้าไม่ได้ครับ ว่าเค้าไม่ดูแลท่าน จริงๆเราต้องเริ่มที่เราดูแลตัวเองก็ หากนอกเหนือจากนั้นสงสัยค่อยถามร้านค้าที่จำหน่าย เค้าพร้อมจะดูแลท่าน ดังนั้น หากคุณซื้อ อะไรมาควรอ่านคู่มือก่อนนะครับ
การติดตั้ง ไดร์เวอร์ ปริ้นเตอร์จะติดตั้งได้ 3 แบบ คือ
1. กรณี คุณมีแผ่น CD มากับเครื่อง อยู่แล้ว
2. กรณี คุณทำแผ่น CD หาย แล้วไป Down Load มาจากเวป
3. กรณี ให้ Windows จัดการหาไดร์เวอร์เอง หรือคุณเป็นคนชี้ตำแหน่งที่อยู่ของไดร์เวอร์ให้


 วิธีที่ 1 กรณี คุณมีแผ่น CD มากับเครื่อง อยู่แล้ว

ขั้นตอนการติดตั้ง อุปกรณ์ต่อพ่วง (ต่อพว่งคือ อุปกรณ์ ที่นำมาต่อเสริม ภายหลังที่เป็น USB ต่างๆ )
1. ต้องลง Software แผ่น CD ก่อนเป็นอันดับแรกเลย กรณีอุปกรณ์ที่ไม่มีแผ่น CD มา ถึงจะเสียบแล้วเปิดเครื่อง USB นั้นได้เลย 
หากเครื่องนั้นมีแผ่น CD มาด้วยต้องติดตั้งโปรแกรมจากแผ่น CD ก่อน ห้ามเปิดเครื่องก่อนติดตั้ง แผ่น CD หรืออาจจะเสียบสายทุกอย่างรอก่อนไว้ได้ แต่ห้ามเปิดเครื่อง2. รอจนกว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์ ขึ้น PopUp ถามหาเครื่อง ถึงจะเสียบ USB และเปิดเครื่องปริ้น 
ขั้นตอนเหล่านี้ คือมือการติดตั้ง ปริ้นเตอร์จะบอกไว้อย่างละเอียด แต่ผู้ซื้อไม่ได้อ่าน


 

 ภาพที่ 1  ใส่แผ่น CD ที่มากับเครื่อง โปรแกรมจะทำงานอัตโนมัติ ขึ้นมา ให้ท่านอ่านและทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ โดยมากเดี๋ยวนี้จะเป็นภาษาไทย แต่ท่านเชื่อมั๊ยครับ ไม่มีใครอ่าน จะกด Next  หรือ Continue หรือ OK ไปทันที โดยที่ไม่อ่านอะไรเลย ทำจนชิน  5555 ต่อไปอ่านด้วยนะครับ    

 



   ภาพที่ 2  โปรแกรมจะเริ่มการติดตั้ง ท่านก็รอไปเรื่อยๆ จนกว่าคอมพิวเตอร์จะขึ้นข้อความถามหาตัวเครื่อง ปริ้นเตอร์

 

ภาพที่ 3  เครื่องคอมพิวเตอร์จะถามหาตัวเครื่องปริ้นเตอร์ แล้ว ขั้นตอนนี้ก็เริ่มทำตามที่เครื่องบอกเลย ขั้นตอนที่ 1 คือเสียบสาย USB เข้าเครื่องคอม ขั้นตอนที่ 2 เสียบสาย USB เข้าปริ้นเตอร์ ขั้นตอนที่ 3 เปิดเครื่อง ปริ้นเตอร์ แค่นั้นครับ แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการค้นหาปริ้นเตอร์และทำการติดตั้ง เป็นอันเสร็จขั้นตอน

 

ภาพที่ 4 เป็นภาพที่ สแกน มาจากคู่มือของเครื่อง ปริ้นเตอร์ เพื่อนำมาให้ดูว่าคู่มือได้สอนการติดตั้งอย่างละเอียด 


 วิธีที่ 2 กรณี ไป Download ไดร์เวอร์ มาจากเวปผู้ผลิต

        เมื่อคุณไป Download ไดร์เวอร์ มาเรียบร้อยแล้ว ต้องทำการแตกไฟล์ ออกมาก่อน การแตกไฟล์ ในเครื่องก็ต้องมี โปรแกรม Winzip หรือ Winrar ก่อนนะครับ หากไม่มีต้องติดตั้งก่อน ไฟล์ที่บีบอัด ก็แล้วแต่บริษัทผู้ผลิตจะเลือกใช้ตัวไหนนะครับ สามารถทำได้หลายแบบ แต่ที่พบมากจะเป็น Zip rar และ exe ถ้าไฟล์ที่ download มาเป็น นามสกุล EXE ก็ไม่ต้อง ลง Winzip Winrar เมื่อทำการแตกไฟล์แล้วจะเป็นดังภาพ แล้วให้หาไฟล์ ชื่อ Setup แล้วทำการติดตั้ง ได้เลย ทำเหมือนขั้นตอนด้านบน คือ อย่าพึ่งเปิดเครื่องปริ้นเตอร์ หรือเสียบสาย USB เข้ากับคอมพิวเตอร์ รอจนกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะขึ้นข้อความถามหาปริ้นเตอร์ ถึงเสียบ USB และเปิดเครื่องปริ้นเตอร์ก็เป็นอันเสร็จครับ

 



 วิธีที่ 3 กรณี ให้ Windows จัดการหาไดร์เวอร์เอง หรือ คุณเป็นคนชี้ตำแหน่งที่อยู่ของไดร์เวอร์ให้

        กรณีที่ต้องการติดตั้งแบบนี้ จะใช้วิธีติดตั้งตรงข้ามกับ 2  วิธีด้านบน ถ้าจะติดตั้งแบบด้านบน ต้องติดตั้งโปรแกรมก่อน แล้วค่อยเสียบสาย USB และเปิดเครื่อง แต่วิธีที่ 3 นี้ จะต้องเสียบสาย USB และเปิดเครื่องก่อน จะติดตั้ง โปรแกรมไดร์เวอร์ แต่จะมีแยกไปอีก 2 แบบ คือ
1.  ถ้ามีแผ่น CD ให้ เลือก Install the software automatically
2.  ถ้าไป Download มาจากเวปไซด์ แล้วแตกไฟล์ไว้แล้ว  Install from a list or specific location

 

ภาพที่ 1 ให้เลือกหัวข้อในวงกลมสีแดงแล้ว next ไปเลย ทำตามขั้นตอนไปเลย  ก็เป็นอันเสร็จ

 

ภาพที่ 2 ให้เลือกหัวข้อในวงกลมสีแดงแล้ว next ไปเลย 

 


ภาพที่ 3 ให้กดปุ่ม Browse แล้วมันจะขึ้นกรอบใหม่ขึ้นมา แล้วเราก็ไปที่ ที่เราเก็บไดร์เวอร์เอาไว้ แล้วก็ OK แล้วมันจะทำงานของมันไปก็เป็นอ้นเสร็จ

            วีธีการนี้เป็นการติดตั้งอีกแบบนึง แต่จะยุ่งยากมากว่า วิธีที่ 1 และ 2 ทั้งๆที่มีแผ่น CD ก็สามารถทำวิธีที่ 1 ได้เลยอยู่แล้ว และถ้ามีไฟล์ที่ Download มาก็สามารถทำวิธีที่ 2 ได้เลยเช่นกัน แต่ถามว่ามันจะมีประโยชน์ยังไง คืออุปกรณ์ทุกชิ้นในคอมพิวเตอร์ จะต้องติดตั้งไดร์เวอร์ และหากคุณ เข้าใจการติดตั้งแบบ วิธีที่ 3  คุณจะสามารถติดตั้งไดร์เวอร์ ได้ทุกชนิดเลย เพราะขั้นตอนมันเหมือนกันทุกประการ ผมเลยนำมา ลงไว้เพื่อให้เป็นแนวทาง




 หากคุณเสียบเครื่องปริ้นเตอร์เข้าไปแล้วเปิดเครื่องก่อนติดตั้งแผ่น จะแก้ยังไง


        เมื่อคุณ จะทำการติดตั้ง ไดร์เวอร์ โดยมากที่เจอมา คือ มักจะเสียบสาย USB เข้ากับเครื่องและเปิด ปริ้นเตอร์ เลยทันที และในหน้าจอคอมพิวเตอร์  ก็จะขึ้น popup ถามดังภาพด้านล่าง โดยธรรมชาติของคนไทย คนชาติอื่นไม่ทราบ 555 แต่คนไทยเป็นแน่นอน คือ เมื่อเจอปุ่มที่มีข้อความ Next  Contiuse  OK Finish จะกดทันทีโดยไม่อ่านอะไร เพราะ ขี้เกียจอ่านหรือ อ่านไม่ออก อันนี้ไม่ทราบ มันจะขึ้นข้อความ มาดังภาพ
 

เมื่อหลงกดปุ่ม Next เครื่องคอมจะเข้าใจคำสั่งว่าให้ Windows หาไดร์เวอร์ที่ตัวมันเองแล้วกัน ถ้ามีก็จบ ถ้าไม่มีก็ให้ มันแสดงเครื่องหมาย คำถามไว้ใน Control Panel  หัวข้อ System หัวข้อย่อย Device Manager เอาไว้ให้ทราบว่า อุปกรณ์ที่คุณต้องการติดตั้ง  Windows ไม่มีไดร์เวอร์ให้ ให้คุณไปหามาใส่ซะ ทีนี้เมื่อคุณ หาไดร์เวอร์ได้แล้ว และทำการติดตั้ง ตามวิธีที่ 1 2 3 ก็จะไม่ได้แล้วทีนี้ เพราะ Windows ได้ทำการจดจำเครื่องปริ้นเตอร์ไปแล้ว ว่าไม่มีไดร์เวอร์ คราวนี้จะแก้ยังไง มาดูกันครับ
 



   ให้คุณไปที่ Control Panel  หัวข้อ System หัวข้อย่อย Device Manager และหาตัวที่ขึ้นเครื่องหมาย คำถาม ดังภาพด้านล่าง และทำการลบออก โดยการ คลิกเมาส์ขวาใส่ตัวที่ขึ้นเครื่องหมาย คำถาม แล้วเลือก Uninstall  เมื่อลบเสร็จแล้วก็ให้ ทำการปิดเพาเวอร์ ปริ้นเตอร์ไว้ก่อน และให้ไปทำการติดตั้ง ไดร์เวอร์และทำตามวิธีที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ได้เลยครับ ก็เป็นอันเสร็จ
     สำหรับท่านที่ติดตั้งเป็นแล้ว ก็อ่านข้ามไปเลยหรือไม่อ่านก็ได้นะครับ ผมนำมาลงสำหรับท่านที่ติดตั้งไม่เป็นจะได้ ติดตั้งเองได้ เพราะทุกครั้งที่ลง Windows ใหม่ ท่านต้องได้ติดตั้ง ไดร์เวอร์ปริ้นเตอร์ใหม่ทุกครั้ง จะได้ไม่ต้องเสียเวลายกไปที่ร้าน ให้เค้าติดตั้งให้ ถ้าท่านติดตั้ง ปริ้นเตอร์ได้ก็ติดตั้ง อย่างอื่นได้เพราะมันเหมือนกัน
                                                                                                                 วันที่  25   มกราคม  2552                                                                                                                 โดย  Webmaster

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างเบื้องต้นของมิเตอร์ชนิดเข็มชี้

1.1 โครงสร้างเบื้องต้นของมิเตอร์ชนิดเข็มชี้
          มิเตอร์ (Meter) ถือเป็นเครื่องมือวัดไฟฟ้าแบบพื้นฐานที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป มิเตอร์ ชนิดนี้จะมีส่วนแสดงผลอยู่ในรูปของเข็มชี้บ่ายเบนไป เรียกส่วนนี้ว่าส่วนเคลื่อนไหวของมิเตอร์  (Meter Movement)   ซึ่งจะเป็นชนิดมิเตอร์กระแสไฟตรง  (Direct – Current Meters)
          เข็มชี้ของมิเตอร์ (Pointer) ที่บ่ายเบนไปได้อาศัยหลักการหมุนตัวของขดลวดเคลื่อนที่ (Moving Coil) ถูกวาง อยู่ในสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) ของแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet) ในขณะที่มีกระแสไฟตรงไหลผ่าน ขดลวดเคลื่อนที่ มิเตอร์ชนิดนี้เรียกว่า มิเตอร์ชนิดขดลวดเคลื่อนที่ (Moving Coil Type Meter) มิเตอร์ชนิดนี้เป็น มิเตอร์ใช้วัดไฟกระแสตรง (DC) เมื่อมีไฟกระแสตรงไหลผ่านมิเตอร์ มิเตอร์จึงสามารถ บ่ายเบนไปแสดงค่าการวัด ออกมาได้
          มิเตอร์ชนิดขดลวดเคลื่อนที่ เป็นการนำเอาหลักการทำงานของสนามแม่เหล็กถาวรและสนามแม่เหล็กไฟฟ้า มาทำงานร่วมกัน โดยอาศัยการผลักกันของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ทำให้เกิดการบ่ายเบนไปของเข็มชี้มิเตอร์ โครงสร้าง ของมิเตอร์เบื้องต้นประกอบด้วยแม่เหล็กถาวรขั้วเหนือ (N) และขั้วใต้ (S) วางไว้ใกล้กัน ระหว่างกลางของขั้วแม่เหล็ก ทั้งสองมีขดลวดเคลื่อนที่พันอยู่บนแกนวางอยู่ ต่อปลายของขดลวดเคลื่อนที่ออกมาภายนอก ใช้เป็นจุดต่อจ่ายแรงดัน และกระแส แกนขดลวดเคลื่อนที่วางอยู่บนเดือยแหลม ทำให้ขดลวดเคลื่อนที่สามารถหมุนเคลื่อนที่รอบตัวเองได้ อย่างอิสระ
          เมื่อจ่ายกระแสให้ไหลผ่านขดลวดเคลื่อนที่ ส่งผลให้ขดลวดเคลื่อนที่เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมา ขั้วของ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิด ขึ้นอยู่กับลักษณะการพันขดลวดเคลื่อนที่ โดยจะต้องพันขดลวดเคลื่อนที่ให้ได้ขั้วของ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา เหมือนกับขั้วของแม่เหล็กถาวรที่วางอยู่ใกล้ๆ เป็นผลให้สนามแม่เหล็กทั้งสองเกิดการ ผลักกันขึ้น
          ทิศทางการบ่ายเบนของแม่เหล็กไฟฟ้า  หาได้จากกฎมือซ้ายของเฟรมมิ่ง  ซึ่งกล่าวไว้ดังนี้  ให้กางนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ของมือซ้ายออก โดยให้นิ้วทั้งสามตั้งฉากซึ่งกันและกัน นิ้วหัวแม่มือจะชี้ไปในทิศทางการเคลื่อนที่ของ แม่เหล็กไฟฟ้า นิ้วชี้จะชี้ไปในทิศทางการเคลื่อนที่ของเส้นแรงแม่เหล็ก นิ้วกลางจะชี้ไปในทิศทางการเคลื่อนที่ของ กระแสอิเล็กตรอน เมื่อใช้นิ้วทั้งสามวางในทิศทางที่ถูกต้อง จะสามารถหาทิศทางการเคลื่อนที่ของแม่เหล็กไฟฟ้าได้ กฎมือซ้ายของเฟรมมิ่ง แสดงดังรูปที่1.1

รูปที่1.1 กฎมือซ้ายของเฟรมมิ่ง

          การบ่ายเบนไปของแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวจะมากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้น อำนาจ แม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นน้อยเกิดการบ่ายเบนน้อย อำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นมากเกิดการบ่ายเบนมาก อำนาจแม่เหล็ก ดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสที่ไหลผ่านเข้าไปในขดลวดของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กระแสไหลมากอำนาจ แม่เหล็กไฟฟ้าเกิดมาก แม่เหล็กไฟฟ้าบ่ายเบนไปมาก กระแสไหลน้อยอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดน้อย แม่เหล็กไฟฟ้าบ่ายเบนไปน้อย
1.2 ส่วนประกอบของดาร์สันวาล์มิเตอร์
           มิเตอร์ชนิดขดลวดเคลื่อนที่ที่สร้างมาใช้งาน เป็นมิเตอร์ชนิดใช้วัดไฟฟ้ากระแสตรง มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ดาร์สันวาล์มิเตอร์ (D’Arsonval Meter) คือ การที่มิเตอร์จะสามารถทำงานได้ แรงดันและกระแสที่ป้อนให้ขดลวด เคลื่อนที่ต้องเป็นไฟกระแสตรง (DC) เท่านั้น และต้องจ่ายขั้วแรงดันให้มิเตอร์ ถูกต้องตามขั้วที่กำหนดไว้ โครงสร้าง และส่วนประกอบของดาร์สันวาล์มิเตอร์ แสดงดังรูปที่1.2

รูปที่1.2 โครงสร้างและส่วนประกอบของดาร์สันวาล์มิเตอร

         จากรูปที่1.2 แสดงโครงสร้างและส่วนประกอบของดาร์สันวาล์มิเตอร์ ส่วนประกอบที่สำคัญมีดังนี้
          1. แม่เหล็กถาวรรูปเกือกม้า (Horseshoe Magnet) เป็นแม่เหล็กถาวรมีความเข้มสนามแม่เหล็กสูงอยู่ที่ ปลายทั้งสองของเกือกม้า มีเส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนที่จากขั้วเหนือ (N) ไปขั้วใต้ (S)
          2. เข็มชี้ เป็นเข็มชี้ของมิเตอร์ ชี้ค่าที่วัดได้บนสเกลหน้าปัด   แสดงค่าการวัดปริมาณไฟฟ้าออกมา
          3. ตำแหน่งปรับค่าศูนย์ (Zero Position Control) เป็นตำแหน่งปรับหมุนซ้าย-ขวาได้ โดยหมุนที่สกรูหน้าปัด มิเตอร์ ปรับเพื่อเลื่อนตำแหน่งเข็มชี้ให้บ่ายเบนไปด้านซ้ายมือหรือด้านขวามือ ทำให้เข็มชี้ชี้ที่ตำแหน่งเลขศูนย์ (0) พอดี ช่วยให้มิเตอร์วัดค่าออกมาได้ถูกต้อง
          4. สปริง (Spring) เป็นขดลวดสปริง   ขดเป็นวงกลมวนออกหลายวงซ้อนกัน    คล้ายก้นหอย  ทำหน้าที่เป็นตัว บังคับการเคลื่อนที่ของขดลวดเคลื่อนที่และเข็มชี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง  สปริงจะถูกยึดติดร่วมกับขดลวดเคลื่อนที่ และเดือยแหลม 2 ตำแหน่งบนและล่าง
          5. ส่วนถ่วงน้ำหนัก (Counter Weight) เป็นตุ้มน้ำหนักมี 3 ด้านรวมกับเข็มชี้เป็น 4 ด้าน เพื่อถ่วงน้ำหนัก เข็มชี้ให้เกิดความสมดุลของน้ำหนักที่ตกบนขดลวดเคลื่อนที่
          6. ปลายขั้วเหล็กเกือกม้า (Pole Shoe) เป็นเหล็กต่อเชื่อมกับตอนปลายแม่เหล็กเกือกม้า เพื่อส่ง สนามแม่เหล็กของแม่เหล็กถาวรให้เข้าใกล้ขดลวดเคลื่อนที่ และบังคับทิศทางของสนามแม่เหล็กให้อยู่ในตำแหน่ง ที่ต้องการ
          7. ขดลวดเคลื่อนที่ เป็นขดลวดที่ถูกพันอยู่บนกรอบอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยม ยึดติดร่วมกับเดือยแหลม สปริงและ เข็มชี้ เป็นส่วนเคลื่อนที่ของมิเตอร์ ซึ่งจะถูกเรียกว่าอาร์เมเจอร์ (Armature)
          8. เดือยและรองเดือย (Pivot and Bearing) เป็นส่วนตอนปลายของขดลวดเคลื่อนที่ ทำหน้าที่เป็นส่วนรองรับ จุดหมุนของขดลวดเคลื่อนที่ ทำให้ขดลวดเคลื่อนที่สามารถบ่ายเบนไปได้อย่างอิสระ
1.3 อาร์เมเจอร์ชนิดห้อยแขวนด้วยแถบตึง
           อาร์เมเจอร์ของดาร์สันวาล์มิเตอร์  ชนิดห้อยแขวนด้วยแถบตึง  (Taut – Band Suspension) หรือเรียกสั้นๆ ว่าชนิดห้อยแขวน (Suspension Type) เป็นการพัฒนามิเตอร์ชนิดเข็มชี้ให้มีความทันสมัยและทนทาน แข็งแรงยิ่งขึ้น เพราะด้วยส่วนอาร์เมเจอร์ของดาร์สันวาล์มิเตอร์ชนิดเดือยและรองเดือยมีความบอบบาง ชำรุดเสียหายได้ง่าย เมื่อถูก กระทบกระเทือนแรงๆ เช่น ถูกกระแทก หรือตกหล่น มีผลต่อส่วนเดือยและรองเดือยเกิดการคดงอหรือแตกหัก ส่งผล ต่อมิเตอร์ชำรุดเสียหาย หรือเกิดความคลาดเคลื่อน วัดปริมาณไฟฟ้าออกมาผิดพลาด มิเตอร์ชนิดห้อยแขวนนี้ ได้เปลี่ยนส่วนของเดือยและรองเดือยมาเป็นแถบตึงแทน ช่วยในการยึดส่วนอาร์เมเจอร์ ทำให้เกิดการยืดหยุ่นในส่วน อาร์เมเจอร์มากขึ้น และสามารถรับแรงกระทบกระแทกได้ดีขึ้น โครงสร้างของอาร์เมเจอร์ชนิดห้อยแขวนด้วยแถบถึง แสดงดังรูปที่1.3

รูปที่1.3 โครงสร้างของอาร์เมเจอร์ชนิดห้อยแขวนด้วยแถบตึง

          จากรูปที่1.3 แสดงโครงสร้างของอาร์เมเจอร์ชนิดห้อยแขวนด้วยแถบตึง ส่วนประกอบต่างๆ คล้ายกับมิเตอร์ ชนิดเดือยและรองเดือย คือ มีแม่เหล็กถาวร มีขดลวดเคลื่อนที่ มีแกนเหล็กทรงกระบอก มีเข็มชี้ เช่นเดียวกัน ในส่วนที่ แตกต่างกันออกไปคือ ไม่มีสปริง ไม่มีเดือยและรองเดือย ใช้แถบตึงและแหวนสปริงยึดอาร์เมเจอร์แทน
          อาร์เมเจอร์จะถูกยึดให้ลอยอยู่ในสนามแม่เหล็กถาวร โดยใช้แถบตึงหรือแถบโลหะแบน (Ribbon) ยึดส่วน บนล่างของอาร์เมเจอร์ และมีท่อทรงกระบอกเป็นตัวช่วยบังคับการสั่นคลอนของส่วนอาร์เมเจอร์  พร้อมกับช่วยรองรับ การสั่นสะเทือนแรงๆ  เช่น  การตกหล่น  หรือถูกกระทบกระแทกแรงๆ เป็นการช่วยป้องกันการชำรุดเสียหายของ ส่วนอาร์เมเจอร์ได้
          การทำงานของมิเตอร์ชนิดนี้อธิบายได้ดังนี้ เมื่อมีกระแสไฟตรงจ่ายเข้ามาที่ขดลวดเคลื่อนที่ ทำให้ขดลวด เคลื่อนที่เกิดอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้น มีขั้วแม่เหล็กเหมือนกับขั้วแม่เหล็กถาวรที่วางอยู่ใกล้ๆ เกิดแรงผลักดัน ซึ่งกันและกัน ขดลวดเคลื่อนที่และเข็มชี้บ่ายเบนไป ขณะที่ขดลวดเคลื่อนที่บ่ายเบนไป แถบตึงจะเกิดการบิดตัวไป ตามการบ่ายเบนของขดลวดเคลื่อนที่ ถ้าจ่ายกระแสให้น้อย ขดลวดเคลื่อนที่บ่ายเบนไปน้อย แถบตึงบิดตัวไปน้อย ถ้าจ่ายกระแสให้มากขดลวดเคลื่อนที่บ่ายเบนไปมาก แถบตึงบิดตัวไปมาก
          เมื่องดจ่ายกระแสไฟตรงให้ขดลวดเคลื่อนที่ ขดลวดเคลื่อนที่หมดอำนาจแม่เหล็ก ไม่มีการผลักดันกัน ระหว่างสนามแม่เหล็กถาวร กับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แถบตึงเกิดการบิดตัวกลับเข้าสู่สภาพปกติ ขดลวดเคลื่อนที่ และเข็มชี้จะเคลื่อนกลับเข้าสู่ตำแหน่งปกติ
            1.3.1 ข้อดีของมิเตอร์ชนิดห้อยแขวนด้วยแถบตึง

          1. มีความทนทานมากขึ้นต่อการกระทบกระเทือนแรงๆ
          2. ไม่เกิดแรงเสียดทานเหมือนแบบเดือยและรองเดือย
          3. ใช้วัดค่าได้ดีในที่ที่มีการสั่นสะเทือน โดยเกิดความผิดพลาดต่ำ
          4. นำไปใช้สร้างเป็นเครื่องมือวัดชนิดพกติดตัวได้
          5. นำไปสร้างใช้งานได้ดีกับเครื่องมือวัดชนิดความเที่ยงตรงสูง
          6. นำไปใช้งานร่วมกับเครื่องมือวัดชนิดอื่นๆ ได้
            1.3.2 ข้อเสียของมิเตอร์ชนิดห้อยแขวนด้วยแถบตึง

          1. โครงสร้างมีความสลับซับซ้อนมากกว่าแบบเดือยและรองเดือย
          2. ต้นทุนการผลิตสูงทำให้มีราคาแพงมากกว่าแบบเดือยและรองเดือย
          3. ไม่สามารถสร้างได้กับมิเตอร์ชนิดอาร์เมเจอร์มีน้ำหนักมากๆ
1.4 สาเหตุความผิดพลาดในการใช้มิเตอร์
          ความผิดพลาดในการใช้มิเตอร์ เกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ ดังนั้นการใช้มิเตอร์ด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงความผิดพลาดต่างๆ แล้ว ย่อมทำให้มิเตอร์เกิดความผิดพลาดน้อยลง และช่วยยืดอายุการใช้งานมิเตอร์ ได้มากขึ้น สาเหตุคามผิดพลาดเกิดได้ดังนี้
          1. การเสียดสีของส่วนเคลื่อนไหว มิเตอร์ชนิดเดือยและรองเดือย มีส่วนเสียดสีกันของเดือยและรองเดือย รวมถึงการชำรุดของส่วนเดือยและรองเดือย ทำให้การบ่ายเบนไปของส่วนอาร์เมเจอร์ผิดพลาดไปได้
          2. การเสื่อมอายุ ส่วนประกอบของมิเตอร์เมื่อใช้งานไปนานๆ ย่อมเกิดการสึกหรอหรือเสื่อมโทรมตามอายุ ไปด้วย ทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้
          3. ความร้อนในตัวมิเตอร์ เมื่อมีกระแสไหลผ่านมิเตอร์ในระยะแรก อุณหภูมิของส่วนต่างๆ ในมิเตอร์ จะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าการวัดที่แสดงออกมาเปลี่ยนแปลงไป เข็มชี้ของมิเตอร์ไม่คงที่ ต้องรอชั่วขณะหนึ่ง  เพื่อให้ อุณหภูมิภายในมิเตอร์ปรับตัวจนคงที่ก่อน  ค่าการวัดที่ได้จึงมีความถูกต้องมากขึ้น ช่วยลดความผิดพลาดลง
          4. สนามแม่เหล็กภายนอก เมื่อนำมิเตอร์ไปวัดปริมาณไฟฟ้าใกล้สายไฟฟ้าที่มีกระแสไหลสูง  หรือใกล้กับ สนามแม่เหล็กแรงๆ  สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าดังกล่าวจะมีผลต่อสภาวะการบ่ายเบนของเข็มมิเตอร์เปลี่ยนแปลง ไปจากค่าปกติ
          5. อุณหภูมิบริเวณโดยรอบมิเตอร์ มาตรฐานของมิเตอร์ในการปรับแต่งสเกลและการแสดงค่า มักกำหนดค่า ในห้องทดลองที่มีอุณหภูมิคงที่ หากนำมิเตอร์ไปใช้งานในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงมากหรือต่ำมากกว่าค่าอุณหภูมิปกติ ที่กำหนดไว้ ก็ย่อมมีผลต่อการแสดงค่าที่ผิดพลาดออกมาได้
          6. เข็มชี้เคลื่อนจากศูนย์ ปกติของมิเตอร์ขณะไม่ได้ใช้งาน เข็มชี้ของมิเตอร์มักชี้ค่าที่เลขศูนย์เสมอ เมื่อมี การใช้งานไปนานวันอาจมีผลให้อุปกรณ์ส่วนประกอบเสื่อมลงตามไปด้วย เช่น สปริงบังคับในส่วนเคลื่อนไหวอาจ เกิดการล้าขึ้นได้ ทำให้เข็มชี้เคลื่อนจากศูนย์ ดังนั้นก่อนการใช้มิเตอร์ต้องหมั่นตรวจสอบตำแหน่งเข็มชี้ให้อยู่ที่ เลขศูนย์เสมอ หากเกิดคลาดเคลื่อนไปต้องทำการปรับแต่งสกรูที่หน้าปัดมิเตอร์ก่อนการใช้งาน
          7. การเปลี่ยนแปลงของปริมาณไฟฟ้า ปริมาณไฟฟ้าที่วัดออกมาเป็นแรงดัน กระแส ความต้านทาน และกำลังไฟฟ้า หากขณะทำการวัดปริมาณไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การแสดงค่าของมิเตอร์ย่อมเปลี่ยนแปลง การอ่านค่าที่ถูกต้องทำได้ลำบาก
          8. ลักษณะการใช้งาน ขณะใช้มิเตอร์วัดปริมาณไฟฟ้า ต้องจัดวางมิเตอร์ให้อยู่ในตำแหน่งที่แน่นอนมั่นคง ไม่เกิดการเอียงหรือตะแคง ไม่เกิดการสั่นคลอนหรือเคลื่อนไหว เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการวัดค่าที่ผิดพลาดได้
          9. ตัวผู้วัด  การใช้งาน การวัดค่า การอ่านค่า เป็นส่วนสำคัญมาก หากผู้วัดไม่มีความชำนาญหรือขาดความระมัดระวังที่ดีพอ ทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้เสมอ

การอ่านค่ากระแสจากสเกลมิเตอร์


การอ่านค่ากระแสจากสเกลมิเตอร์

เอซีแอมมิเตอร์ที่สร้างมาใช้งานจริงมักจะมีย่านวัดกระแสและสเกลหน้าปัดหลาายย่านและหลายค่า การใช้งานเอซีแอมิเตอร์วัดไฟฟ้ากระแสสสลับในวงจง ิ่สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือย่านการวัด ถ้าไม่ทราบกระแสที่จะทำการวัด ควรตั้งย่านสูงสุดไว้ก่อน เมื่อต่อวัดแล้วค่าไม่มีกาเบี่ยงเบนแล้วค่อยปรับย่านวัดไปในย่านต่อไป ค่อยๆลดย่านวัดลงตามลำดับ ให้อยูาในตำแหน่งที่เหมาะสม คือเข็มชี้ในย่านกลางๆสเกลอ่านค่ากระแสแสดงดังตัวอย่างข้างล่าง
ตัวอย่างที่ 5.1 เอซีแอมิเตอร์ นำไปวัดกระแส AC เข็มชี้ค่าออกมาดังรูปจงอ่านค่ากระแสที่ไหลทุกย่านการวัด

วิธีอ่าน
ย่าน 0 -3 Aอ่านค่าได้ = 0.57 A
ย่าน 0 -12 Aอ่านค่าได้ = 2.3A
ย่าน 0 -60A อ่านค่าได้ = 11.5A
การอ่านค่าอธิบายได้ดังต่อไปนี้
ย่าน 0 -3 Aจากค่า 0.5 ถึง 1 แบ่งออกเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนย่อยมีค่า 0.1 นับจาด 0.5 ไปทางขวาอีก 1 ขีด คือเลข 0.6 แบ่งครึ่งกึ่งกลางระหว่าง 0.5 และ 0.6 เข็มชี้ชี้ค่าอยู่ระหว่าง 0.55 และ 0.6 ค่าโดยประมาณที่อ่านออกมาได้คือ0.57
ย่าน 0 - 12 A ค่ากึ่งกลางระหว่าง 2 และ 4 คือ 3 จาก 2ไป 3 แบ่งออกเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนย่อยมีค่า 0.2 ขีดขีดที่อยู่ด้านขวาของเข็มชี้มีค่า 2.2 และ 2.4 ดังนั้นค่ากึ่งกลางของค่า 2.2 และ 2.4 จึงมีค่าเป็น 2.3 A
ย่าน 0 - 60 A ค่ากลาสงระหว่าง 10 และ 20 คือจาก 10 ไป 15 แบ่งออกเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนย่อยมีค่า 1 ขีด ขีดที่อยู่ด้านขวาของเข็มชี้มีค่า 11 และ 12 ดังนั้นค่ากึ่งกลางของ11 และ 12 จึงมีค่าเป็น 11.5 A

ตัวอย่างที่ 5.2 เอซีแอมิเตอร์ นำไปวัดกระแส AC เข็มชี้ค่าออกมาดังรูปจงอ่านค่ากระแสที่ไหลทุกย่านการวัด

วิธีอ่าน
ย่าน 0 -3 Aอ่านค่าได้ = 1.82A
ย่าน 0 -12 Aอ่านค่าได้ = 7.3A
ย่าน 0 -60A อ่านค่าได้ = 36.5A
การอ่านค่าอธิบายได้ดังต่อไปนี้
ย่าน 0 -3 Aจากค่า 1.5 ถึง 2แบ่งออกเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนย่อยมีค่า 0.1 นับจาด 1.5 ไปทางขวาอีก 3ขีด และ 4ขีดคือเลข 1.8และ 1.9แบ่งครึ่งกึ่งกลางระหว่าง 1.8และ 1.9เข็มชี้ชี้ค่าอยู่ระหว่าง 1.8และ 1.85ค่าโดยประมาณที่อ่านออกมาได้คือ1.82
ย่าน 0 - 12 A ค่ากึ่งกลางระหว่าง 6และ 8คือ 7จาก 7ไป 8แบ่งออกเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนย่อยมีค่า 0.2 ขีดขีดที่อยู่ด้านขวาของเข็มชี้มีค่า 7.2 และ 7.4 ดังนั้นค่ากึ่งกลางของค่า 7..2 และ 7.4 จึงมีค่าเป็น 7.3 A
ย่าน 0 - 60 A ค่ากลาสงระหว่าง 30 และ 40 คือจาก 35ไป 40แบ่งออกเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนย่อยมีค่า 1 ขีด ขีดที่อยู่ด้านขวาของเข็มชี้มีค่า 36และ 37ดังนั้นค่ากึ่งกลางของ36 และ 37จึงมีค่าเป็น 36.5A

<<<กลับหน้าแรก>>>
ของ     ฟิิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ
กลับหลังหนึ่งหน้า กลับหน้าแรกบทความไปข้างหน้าหนึ่งหน้า